GKM – Your fashion turn key

ช่วยด้วย! หนูอยากมีแบรนด์

          มีหลายคนเลย ที่อยากมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง อาจจะมาจากเป็นคนชอบแต่งตัว หรือเรียนแฟชั่นมาเลยอยากต่อยอดทำเป็นธุรกิจ และเห็นคนทำแบรนด์ดูไม่ใช่เรื่องยากเท่าไหร่ ทำแล้วปัง💥 ขายดิบขายดี💰 ชีวิตพลิกหน้ามือเป็นหลังมือกันเป็นแถวๆ จนอดรนทนไม่ได้ “ชั้นนี่แหล่ะก็ทำได้เหมือนกัน” …

แต่พอถึงเวลาที่จะต้องเริ่ม ก็ไปไม่เป็นแล้ว เพราะข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมันมากมาย จนงวยงง ต้องมานั่งคอตก คิดในใจ “ชั้นควรเริ่มตรงไหนดี?” …

💁‍♀️มาๆ เดี๋ยวพี่จะแนะนำขั้นตอนต่างๆ ในการทำแบรนด์เสื้อผ้า “อย่างรวบรัด” ให้หนูเอง

ถามตัวเองก่อน

ถามและตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าอยากทำอะไร เช่น  

  • อยากได้เสื้อผ้าสไตล์ไหน/รูปทรงยังไง/ใช้ผ้าอะไร/มีลวดลายมั้ย บลา บลา ถ้ายังไม่ค่อยแน่ใจก็เปิด Pinterest หาแบบดีๆ แนวที่เราชอบเก็บๆ ไว้ หรือลองนึกถึงแบรนด์ที่เราชอบก็ได้ แล้วค่อยๆ ตัดๆ ออก ให้เหลือที่อยากทำที่สุดจริงๆ อาจจะดูเทรนด์ประกอบไปด้วยก็ได้ (เสื้อผ้าที่เจาะกลุ่มเฉพาะก็กำลังมาเลยเท่าที่สังเกต เช่น กางเกงคนปั้นก้น, )
  • ขายใคร ลูกค้าเราคือใคร เป็นคนแบบเรามั้ย นิสัยยังไง เวลาว่างทำอะไร(ช่วยเรื่องแบบ), รูปร่างยังไง (ช่วยเรื่องการกำหนดไซส์) ชอบช้อปทางไหน(จะได้รู้ว่าจะขายที่ไหน), กำลังซื้อเยอะมั้ย (ช่วยเรื่องตั้งราคา รวมไปถึงเรื่องต้นทุนที่จะไปคุยกับผู้ผลิตได้อีก) ฯลฯ จริงๆ ละเอียดๆ กว่านี้ก็ยิ่งดี ลอง search หาคำว่า “การกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” ดู
  • ต้นทุนในใจหรืองบประมาณที่มี (ต่อตัวหรือต่อล็อตก็ได้), อยากได้กำไรเท่าไหร่ จะได้ตัดโรงงานที่ต้นทุนสูงเกินได้
  • เป็นไปได้แค่ไหน ลองดูว่าแนวเสื้อผ้าแบบที่จะทำมีคู่แข่งเยอะมั้ย, มีความต้องการเยอะแค่ไหน, ขายกันเท่าไหร่, เราจะเอาอะไรไปสู้กับเค้าได้บ้าง ทั้งแบรนด์ไทย แบรนด์จีน (บางคนสู้ด้วยราคา, บางคนสู้ด้วยความเฉพาะที่ไม่มีใครเหมือนก็ว่ากันไป)
  • อยากขายเมื่อไหร่ เช่นอยากได้ไปขายช่วงเทศกาลมั้ย หรือเดือนไหน ทางผู้ผลิตจะได้ดูคิวให้ได้ว่าสามารถรับงานได้มั้ย ทำทันรึเปล่า แนะนำว่า ไม่ควรบอกว่า”เมื่อไหร่ก็ได้” เพราะความหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราอาจคิดว่า เมื่อไหร่ก็ได้ที่ได้คิวเร็วที่สุด แต่ทางผู้ผลิตคิดว่าเราไม่รีบ เลยทำเมื่อไหร่ก็ได้ มีลูกเจ้าอื่นมาใหม่ก็ทำให้ก่อน (ก็เห็นหนูไม่รีบไง) ควรมีกำหนดการคร่าวๆ นิดนึง ไม่งั้นอาจจะได้รออย่างไร้จุดหมาย

ยิ่งคิดได้ละเอียดเท่าไรและชัดเจนแค่ไหน ก็ยิ่งทำให้แบรนด์เราชัด แถมช่วยตอนไปคุยงานกับคนทำ ให้ยิ่งคุยง่าย ทั้งเรื่องแบบ,การผลิต, คิวงาน, ราคา ฯลฯ ประหยัดทั้งเงิน+เวลาทั้งสองฝ่าย

ค้นหาผู้ผลิต

           ลองถามจากคนรู้จักรอบๆ ตัว ที่มีประสบการณ์ ก็จะไว แต่ถ้าไม่มีจริงๆ ลองหาผู้ผลิตจาก google หรือตามกลุ่มใน Facebook ดูผลงานที่เคยทำ แล้วค่อยๆ กลั่นกรอง คัดเลือกผู้ผลิต ทั้งที่เป็นโรงงาน (เดี๋ยวนี้ไม่จำเป็นต้องสั่งเยอะก็ทำโรงงานได้แล้ว ลองถามดูก่อน) หรือรายเล็กๆ ที่มีช่างเย็บไม่กี่คน ซึ่งมีทั้ง “ห้องแถว”(เน้นถูก) และ “ห้องเสื้อ(เน้นคุณภาพ) ให้ได้ซัก 3-5 เจ้า ซึ่งผู้ผลิตแต่ละแบบต่างมีความถนัด, มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน (ไว้ทำอีกโพสต์เทียบให้ดูโดยเฉพาะนะ) จะเลือกแบบไหนก็อยู่ที่หนูแล้วละ

ติดต่อสอบถาม

เมื่อเลือกผู้ผลิตได้พอสมควรแล้ว ก็ลองติดต่อ (ไม่ว่าจะโทร/ทักเฟสหรือส่งเมล์) ไปหาผู้ผลิตเหล่านั้น เพื่อสอบถามรายละเอียดเบื้องต้น และอัพเดทด้วยว่าข้อมูลยังเหมือนกับที่เพื่อนบอกมา หรือที่หามาจากในเนทมั้ย

สุดท้ายแล้วอาจจะไม่เหลือซักเจ้าที่ชอบ ต้องย้อนกลับไปค้นหาใหม่  ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ไป ค่อยๆ เอาข้อมูลมาคัดเลือกอีกที พอเลือกได้ซัก 1-2 เจ้าที่คิดว่าดีที่สุดแล้ว (เยอะไปก็เปลืองเวลานะเอาจริง) ก็ควรนัดเข้าไปคุยแบบเจอตัวกัน หรือถ้าไม่สะดวก ก็ลองนัดคุยทาง VDO Call จะได้เห็นหน้าค่าตา ดูโหงวเฮ้ง คนที่เราจะฝากผีฝากไข้ไว้ รวมถึง ดูสถานที่ด้วย ว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน

นัดเจอแบบมือโปร

          ผู้ผลิตทั้งที่เป็นโรงงาน, ห้องแถวหรือห้องเสื้อ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ทุกคนที่ทำธุรกิจ ย่อม welcome ลูกค้าใหม่ๆ แน่นอน แค่เราต้องเตรียมตัว เตรียมข้อมูล(จากข้อแรก) ไปให้พร้อม ที่สำคัญ ถ้ามีตัวอย่างเสื้อผ้าที่อยากทำ (ของแบรนด์อื่นๆ ก็ได้) ไปด้วยก็ยิ่งดี จะทำความเข้าใจกันได้ง่าย ไม่เสียเวลา แถมดู Professional มากๆ ด้วย หลังจากนัดเจอ ก็ค่อนข้างจะชัดเจนแล้วว่าเราจะเลือกทำกับที่ไหน

ขึ้นตัวอย่าง

          หลังสรุปได้แล้วว่าจะผลิตกับใคร ก็ถึงขั้นตอน “การขึ้นตัวอย่าง” หรือการทำเสื้อแบบที่เราต้องการขึ้นมาเป็นตัวอย่างให้ดู เพื่อเพิ่มความมั่นใจ โดยผู้ผลิตจะใช้วัสดุที่มีซึ่งใกล้เคียงสุด ซึ่งเราต้องให้รายละเอียดของเสื้อผ้าให้ครบที่สุด ทั้งรูปทรง เนื้อผ้า สีผ้า ลวดลาย ไซส์ ฯลฯ เพื่อประหยัดเวลา ถ้าเป็นโรงงาน ก็จะเริ่มมี “พี่ดีเทลหรือพี่เมอร์” เข้ามาดูแลแบรนด์ ทำหน้าที่คอยจดรายละเอียดต่างๆ และประสานงานระหว่างแบรนด์กับพี่แพทเทิร์น (คนทำแพทเทิร์นเสื้อในกระดาษหรือคอมพ์ / พี่ห้องตัวอย่าง(คนทำเสื้อผ้าตัวอย่างโดยเฉพาะ) และฝ่ายผลิตจริงต่อไป … สำหรับผู้ผลิตที่ไม่มีช่างทำแพทเทิร์น คนที่รับทำแพทเทิร์นจะเป็นคนทำเสื้อตัวอย่างให้

ถ้าตัวอย่างที่ได้ยังไม่ตรงใจ ส่วนมากจะให้ปรับแก้ได้ 1-3 ครั้ง (แล้วแต่ที่) แต่ถ้าปรับแล้วปรับอีกมากเกินไป เราอาจมาผิดทาง (เราบอกไม่หมดเอง, เปลี่ยนไปมา หรือโรงงานทำไม่ได้เอง) ก็ให้ลองไปหาเจ้าอื่นดีกว่า

📌Tips เสื้อตัวอย่าง ควรเป็นไซส์ที่เราหานางแบบ/นายแบบที่มีสัดส่วนตรงกับเป็นลูกค้าเราใส่จริงได้ เพื่อได้ดูตอนใส่ว่าพอดีมั้ย ต้องปรับตรงไหนบ้าง (เรื่องการทิ้งตัวของผ้า จะรู้ได้ต้องใช้ผ้าแบบที่เราต้องการใช้เท่านั้น)

ปล. มีค่าใช้จ่ายการขึ้นตัวอย่างและทำแพทเทิร์น ราคาและระยะเวลาขึ้นตัวอย่าง แต่ละที่ไม่เท่ากัน ทั้งนี้ขึ้นกับคิวงานของที่นั้นๆ ด้วย 

ขึ้นตัวอย่างทุกไซส์

          เมื่อเสื้อตัวอย่างถูกต้อง เป็นที่น่าพอใจแล้ว อาจจะขอให้โรงงานทำ “Size Set” ซึ่งเป็นการทำตัวอย่างเสื้อแบบเดียวกันทุกๆ ไซส์ออกมา เพื่อตรวจสอบไซส์อีกครั้งก่อนผลิตจริง ซึ่งจะเพิ่มเวลาทำงาน และอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม (แล้วแต่ตกลง)

แต่ถ้าผู้ผลิตเคยทำเสื้อผ้าแบบนั้นๆ มาแล้ว อาจจะมีตัวอย่าง Size Set ของแบรนด์อื่นๆ ที่เคยทำมาเป็นแนวทาง ก็จะช่วยลดเวลา+ต้นทุนได้ 

สั่งผลิต ตกลงเรื่องอื่นๆ

          เมื่อสรุปเรื่องแบบและไซส์เป็นที่น่าพอใจแล้ว ก็เริ่มขั้นตอนการสั่งผลิตได้เลย ซึ่งก็ไม่ถึงกับต้องทำเป็นสัญญาเซ็นต์กันจริงจังอะไร (แต่ถ้าสะดวกใจที่จะทำสัญญาก็สามารถทำได้) แค่ต้องตกลงให้เคลียร์ตั้งแต่แรก ในอีกหลายเรื่องที่สำคัญเช่น

🔸รายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับเสื้อ เช่น ตราเสื้อ, ป้ายกระดาษห้อย,ห้อยด้วยอะไร , ถุง/กล่องใส่ ฯลฯ อาจให้ผู้ผลิตจัดหาให้ หรือเราหาเอง
🔸กำหนดการส่งของ ทั้งนี้ควรเผื่อเวลาล่าช้าด้วย เช่น ตั้งใจจะขายเดือนกุมภาพันธ์ก็อาจจะขอเป็นส่งซักเดือนมกราคมไรงี้ เผื่อๆ ไว้หน่อยดีกว่า เกิดผิดพลาดไรขึ้นมาจะได้ไหวตัวทัน
🔸การเงิน : การวางมัดจำ, การชำระเงิน(แต่ละที่แตกต่างกัน)
🔸ตำหนิ/เกิน : “ตำหนิ” คือ ถ้าเสื้อเสียหายมีตำหนิ โรงงานจะรับผิดชอบยังไง (ทำตัวใหม่ให้มั้ย) และ “เกิน” คือผู้ผลิตบางเจ้าจะทำเผื่อนอกจากที่สั่งผลิต เพื่อป้องกันความผิดพลาดต่างๆ และไม่ให้กระทบกับจำนวนที่เราสั่งทำ เสื้อที่ผลิตส่วนเกิน เราจะรับซื้อได้เองกี่ตัว หากไม่รับจะให้โรงงานทำอย่างไร (เช่นขายให้พนักงานภายในหรือขายให้คนรับซื้อเสื้อสต๊อกได้มั้ย เป็นต้น)

รออย่างสบายใจ

          จบทุกขั้นตอนแล้ว ก็กลับบ้านไปรอ ร๊อ รอได้ ใกล้ๆ วันกำหนดส่งก็ทักไปถามงานซะหน่อย ไม่ใช่ยังไม่เริ่ม จะได้รีบแผน 2 ทัน (ยิ่งการสั่งผลิตครั้งแรก อาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้)

ระวัง! เรื่องลิขสิทธิ์

🚨ระวัง🚨ระวัง🚨 ระวัง

อีกนิดก่อนจบ อยากเตือนว่า “การออกแบบถือเป็นลิขสิทธิ์อย่างหนึ่ง” ควรคุยกันให้แน่ชัดแต่แรกว่าห้ามนำแบบของเราไปทำขายเอง หรือนำไปให้แบรนด์อื่นเด็ดขาด เพราะฉะนั้น การเลือกผู้ผลิตที่ไว้ใจได้ จึงถือว่า “สำคัญมากกก❗️” เพราะคนที่เอาแบบเราไปทำขายเอง หรือเอาไปให้คนอื่นขาย นั้นก็มีให้ได้ยินเยอะทีเดียว (พีคสุดคือเอาผลงานธีซิสของเด็กสถาบันนึงไปให้เด็กอีกสถาบันทำส่ง แถมส่งตัดหน้าเจ้าของงานอี๊กก ดีออกกก😡)

ท้ายนี้ ก็ขอให้ทุกคนเจอผู้ผลิตที่ดี ตรงใจ เชื่อถือได้ และได้เสื้อผ้าที่เอาไปสร้างแบรนด์ให้ดังเปรี้ยงๆ ยอดขายปร้างๆ เลยนะ มีอะไรทักมาถามเพิ่มได้เลยนะหนู